Sales

ดังและใหญ่ ยิ่งกว่า TESLA ต้องนี้

ดังและใหญ่ ยิ่งกว่า TESLA ต้องนี้

จากที่เราเคยพูดหรือนำข่าว TESLA มาเล่าให้ฟังไปไม่นานมานี้ หากคุณจำไม่ได้ ไม่เป็นไรเพราะนี้คือคู่แข่งที่จะมาแซง TESLA

เริ่มต้นกันที่ว่า TESLA คืออะไร?

สำหรับ TESLA หรือเทสล่านั้น คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์แบบใช้พลังงาน อิเล็กโทรนิค หรือ ไฟฟ้านั้นเอง
หลังจากที่ TESLA หุ้นของเทสล่า หรือ ข่าวกระแสด้านลบของเทสล่า ออกมา เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะคิดว่า

หุ้นใหญ่ขนาดนี้จะขาดทุนได้ยังไง แล้วมีหุ้นไหนที่ดีกว่านี้มั้ย แน่นอนต้องตอบว่ามี เพราะล่าสุดนี้

เราได้ค้นพบ ค่ายประดิษฐ์สร้างยานยนต์ไร้น้ำมันรายใหม่ ซึ่งหากดูจากมูลค่าแล้ว TESLA เทียบไม่ติดเลยทีเดียว
เพราะเค้ามีทรัพย์สินมากถึง 20000 ล้านดอลล่าห์ ซึ่งเรียกได้ว่าสูงมากเลยทีเดียว

ธุรกิจนี้เริ่มขึ้น โดย นักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ทางด้านเคมีมาโดยตรง จากประเทศจีน
อย่าง

หวัง ชวนฟู – CEO BYD

ได้มีคอนเซ็บที่เริ่มและอยากจะตั้งบริษัทของตัวเอง
โดย แนวคิดของธุรกิจคือ สร้างฝันของคุณ หรือ (BYD) เค้าได้เริ่ม ลงทุนกับการก่อตั้งบริษัท
โดยใช้ไปทั้งหมดจำนวน 10 ล้านบาท แต่สามารถขยายกิจกรรมจนปัจจุบัน
มูลค่าธุรกิจ ประมาณ 6 แสนล้านบาท เลยทีเดียว

โดยเริ่มแรก หลังจากที่เค้าใช้เงินลงทุน 10 ล้านเค้า

ได้เริ่มเป็นผู้ผลิต อุปกรณ์เก็บพลังงานสำรอง คุณภาพดี และราคาไม่แพงหากเทียบกับผู้ผลิตรายอื่นแล้วจนสุดท้ายแล้ว

เค้าก็ประสบความสำเร็จทำให้แบรนด์ของเค้ากลายเป็นที่รู้จักในจีน และมีผู้ใช้และรู้จักแบรนด์เยอะมาก
โดยหากดูจาก

สถิติผลประกอบการผลประกอบการณ์นั้น BYD มีผลประกอบการณ์ที่เยอะมาก

และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จาก 2006 จนถึง 2016 เลยทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นกราฟตัวเลขผลประกอบการณ์ที่เยี่ยมยอดเลยทีเดียว

ซึ่งหลังจากวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆแล้ว “สาเหตุที่ BYD เติบโตได้ดีกว่า TESLA”

-BYD มีคนต้องการซื้อเยอะ
-เนื่องจาก BYD มีคนต้องการเยอะทำให้ การสั่งซื้อวัสดุได้มาที่ราคาถูก
-BYD มีการกระจายการลงทุนไปใน หลายแบบ เช่นการสร้าง รถบัสไฟฟ้า และรถไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการกระจายความเสี่ยงดี
ไม่เกิดเหตุการณ์ขาดทุนเหมือนกับ TESLA ที่มีเพียงจุดเด่นคือ รถยนต์ไฟฟ้า จุดเดียว

จากการบริหารและการลงทุนแบบฉลาดของ หวัง ชวนฟู นั้น ทำให้ BYD ได้เริ่มกระจายกลุ่มตลาดจาก จีน เข้าสู่ประเทศไทย

โดยล่าสุดนี้ BYD ได้เริ่มเข้ามาสู่ตลาดไทยโดย แรกเริ่มเจาะตลาดไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยไทยได้เริ่มทำการค้าขายกับ BYD
เริ่มทำการสร้างศูนย์ชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำรอง ซึ่งในอนาคตอาจจะมีแผนการนำรถไฟฟ้าโดยสารเข้ามาในประเทศไทย

รวมถึง บริษัทอื่นที่อยู่ในอุสหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
ได้ทำธุรกิจกับ BYD เพื่อสั่งนำเข้ารถยนต์ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เข้าสู่ประเทศไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

นั้นแปลว่าความเป็นไปได้ ที่ BYD เติบโตได้มากกว่า TESLA นั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงมากกว่า
หากเทียบจากการที่ นักลงทุนหุ้นที่เก่งระดับ โลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟต ได้ลงทุนซื้อหุ้น กับ BYD ตั้งแต่แรกเริ่ม

ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ นักลงทุนระดับโลก อย่างเค้าจะลงทุนอะไรมั่วซั่วไม่มี แผนการลงทุนอย่างแน่นอน
และนั้นก็ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง ว่า เค้าคิดถูก

หลังจากที่ เค้าได้ซื้อหุ้น กับ BYD โดยลงทุนไป เพียง 200 กว่าล้านเหรียญดอลล่าห์ จนถึงปัจจุบันมูลค่าหุ้นของเค้า พุ่งสูงถึงหลัก 1000ล้านเหรียญดอลล่าห์ เป็นที่เรียบร้อย

ในทางกลับกันที่ TESLA ตอนนี้ สภาพการเงินไม่ค่อยฟื้นตัวกลับคืนมายังอยู่ในสถานะขาลงไปจนถึงปัจจุบัน

 

 

จากที่เราเคยพูดหรือนำข่าว TESLA มาเล่าให้ฟังไปไม่นานมานี้ หากคุณจำไม่ได้ ไม่เป็นไรเพราะนี้คือคู่แข่งที่จะมาแซง TESLA

เริ่มต้นกันที่ว่า TESLA คืออะไร?

สำหรับ TESLA หรือเทสล่านั้น คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตยานยนต์แบบใช้พลังงาน อิเล็กโทรนิค หรือ ไฟฟ้านั้นเอง
หลังจากที่ TESLA หุ้นของเทสล่า หรือ ข่าวกระแสด้านลบของเทสล่า ออกมา เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะคิดว่า

หุ้นใหญ่ขนาดนี้จะขาดทุนได้ยังไง แล้วมีหุ้นไหนที่ดีกว่านี้มั้ย แน่นอนต้องตอบว่ามี เพราะล่าสุดนี้

เราได้ค้นพบ ค่ายประดิษฐ์สร้างยานยนต์ไร้น้ำมันรายใหม่ ซึ่งหากดูจากมูลค่าแล้ว TESLA เทียบไม่ติดเลยทีเดียว
เพราะเค้ามีทรัพย์สินมากถึง 20000 ล้านดอลล่าห์ ซึ่งเรียกได้ว่าสูงมากเลยทีเดียว

ธุรกิจนี้เริ่มขึ้น โดย นักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ทางด้านเคมีมาโดยตรง จากประเทศจีน
อย่าง

หวัง ชวนฟู – CEO BYD

ได้มีคอนเซ็บที่เริ่มและอยากจะตั้งบริษัทของตัวเอง
โดย แนวคิดของธุรกิจคือ สร้างฝันของคุณ หรือ (BYD) เค้าได้เริ่ม ลงทุนกับการก่อตั้งบริษัท
โดยใช้ไปทั้งหมดจำนวน 10 ล้านบาท แต่สามารถขยายกิจกรรมจนปัจจุบัน
มูลค่าธุรกิจ ประมาณ 6 แสนล้านบาท เลยทีเดียว

โดยเริ่มแรก หลังจากที่เค้าใช้เงินลงทุน 10 ล้านเค้า

ได้เริ่มเป็นผู้ผลิต อุปกรณ์เก็บพลังงานสำรอง คุณภาพดี และราคาไม่แพงหากเทียบกับผู้ผลิตรายอื่นแล้วจนสุดท้ายแล้ว

เค้าก็ประสบความสำเร็จทำให้แบรนด์ของเค้ากลายเป็นที่รู้จักในจีน และมีผู้ใช้และรู้จักแบรนด์เยอะมาก
โดยหากดูจาก

สถิติผลประกอบการผลประกอบการณ์นั้น BYD มีผลประกอบการณ์ที่เยอะมาก

และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จาก 2006 จนถึง 2016 เลยทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นกราฟตัวเลขผลประกอบการณ์ที่เยี่ยมยอดเลยทีเดียว

ซึ่งหลังจากวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆแล้ว “สาเหตุที่ BYD เติบโตได้ดีกว่า TESLA”

-BYD มีคนต้องการซื้อเยอะ
-เนื่องจาก BYD มีคนต้องการเยอะทำให้ การสั่งซื้อวัสดุได้มาที่ราคาถูก
-BYD มีการกระจายการลงทุนไปใน หลายแบบ เช่นการสร้าง รถบัสไฟฟ้า และรถไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการกระจายความเสี่ยงดี
ไม่เกิดเหตุการณ์ขาดทุนเหมือนกับ TESLA ที่มีเพียงจุดเด่นคือ รถยนต์ไฟฟ้า จุดเดียว

จากการบริหารและการลงทุนแบบฉลาดของ หวัง ชวนฟู นั้น ทำให้ BYD ได้เริ่มกระจายกลุ่มตลาดจาก จีน เข้าสู่ประเทศไทย

โดยล่าสุดนี้ BYD ได้เริ่มเข้ามาสู่ตลาดไทยโดย แรกเริ่มเจาะตลาดไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยไทยได้เริ่มทำการค้าขายกับ BYD
เริ่มทำการสร้างศูนย์ชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำรอง ซึ่งในอนาคตอาจจะมีแผนการนำรถไฟฟ้าโดยสารเข้ามาในประเทศไทย

รวมถึง บริษัทอื่นที่อยู่ในอุสหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
ได้ทำธุรกิจกับ BYD เพื่อสั่งนำเข้ารถยนต์ใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เข้าสู่ประเทศไทยสำเร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

นั้นแปลว่าความเป็นไปได้ ที่ BYD เติบโตได้มากกว่า TESLA นั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงมากกว่า
หากเทียบจากการที่ นักลงทุนหุ้นที่เก่งระดับ โลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟต ได้ลงทุนซื้อหุ้น กับ BYD ตั้งแต่แรกเริ่ม

ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ นักลงทุนระดับโลก อย่างเค้าจะลงทุนอะไรมั่วซั่วไม่มี แผนการลงทุนอย่างแน่นอน
และนั้นก็ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง ว่า เค้าคิดถูก

หลังจากที่ เค้าได้ซื้อหุ้น กับ BYD โดยลงทุนไป เพียง 200 กว่าล้านเหรียญดอลล่าห์ จนถึงปัจจุบันมูลค่าหุ้นของเค้า พุ่งสูงถึงหลัก 1000ล้านเหรียญดอลล่าห์ เป็นที่เรียบร้อย

ในทางกลับกันที่ TESLA ตอนนี้ สภาพการเงินไม่ค่อยฟื้นตัวกลับคืนมายังอยู่ในสถานะขาลงไปจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *